ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาษาศิลป์ ๐ สร้อยคำ ๐ คำเสริม ๐ คำสร้อย  (อ่าน 3417 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rapie Pachra

*****

กำลังใจ: 261
กระทู้: 53


« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2015, 03:41:29 pm »


เสน่ห์และสุนทรียภาพในภาษาไทยอย่างหนึ่ง ซึ่งถือเป็นมรดกความงามทางวัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งของคนไทยเรา คือความเป็นภาษาศิลป์ที่มีสุนทรียะผ่านทางระดับของเสียง (วรรณยุกต์) จังหวะสั้นยาว (สระ) ตลอดจนความหนักเบาหรือน้ำหนักของคำ (ครุ-ลหุ) อันทำให้สามารถก่อรูปฉันทลักษณ์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งสื่อแสดงอารมณ์ในเชิงวรรณศิลป์ได้มากมายอย่างยากที่จะหาในภาษาใด ๆ ในโลกมาเปรียบ

       ไม่เชื่อก็ลองอ่านหนึ่งในสุดยอดวรรณคดีไทยแห่งยุครัตนโกสินทร์ที่ชื่อ “สามัคคีเภทคำฉันท์” ของท่าน “ชิต บุรทัต” ท่อนนี้ดูซีครับ....
    
            ๏ เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร          ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน
    ก็มาเป็น

               ๏ ศึกบถึงและมึงก็ยังมิเห็น             จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น
    ประการใด

               ๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ   ขยาดขยั้นมิทันอะไร  
    ก็หมิ่นกู

               ๏ กลกากะหวาดขมังธนู                บห่อนจะเห็นธวัชริปู
    สิล่าถอย…ฯลฯ

        ลองอ่านออกเสียงดัง ๆ ดูสิ  พยายามจับจังหวะและน้ำหนักของเสียงที่เปล่งออกมา  เราอาจสัมผัสได้ถึงสื่ออารมณ์ของผู้พูดที่บริภาษออกมาด้วยความรู้สึกโกรธเกรี้ยวระคนผิดหวังรุนแรง ได้อย่างบาดลึกลงไปในจิตใจของคนฟังเลยทีเดียว...
 
        อีกตอนหนึ่ง....    

  ๐ บงเนื้อก็เนื้อเต้น      
พิศเส้นสรีร์รัว
ทั่วร่างและทั้งตัว                
ก็ระริกระริวไหว

๐ แลหลังละลามโล      
หิตโอ้เลอะหลั่งไป
เพ่งผาดอนาถใจ                        
ระกะร่อยเพราะรอยหวาย…ฯลฯ

           ท่อนแรกประพันธ์ในรูปอีทิสฉันท์หรือ อีทิสังฉันท์ ๒๐ ส่วนท่อนหลังคือ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑  แต่ทั้งสองท่อน  ต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความงามแห่งภาษาศิลป์ที่สะท้านสะเทือนอารมณ์ได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย..
 
           นอกจากความเป็นภาษาวรรณศิลป์ที่ให้เสียงประดุจท่วงทำนองดนตรีโดยธรรมชาติแล้ว  นิสัยเจ้าบทเจ้ากลอนของคนไทยเราเองก็มีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้ภาษาไทยมีวิวัฒนาการสืบเนื่องต่อมาไม่หยุดยั้ง  ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นเด่นชัดคือความนิยมในการพูดจาประสาสร้อยคำจนติดปาก เช่น หนังสือหนังหา..เข้าอกเข้าใจ...ไม่รู้ไม่ชี้      เวล่ำเวลา...อาบน้ำอาบท่า...ล้างมือล้างไม้...กินหยูกกินยา...วิตกวิจาร...กำชับกำชา...กระดูกกระเดี้ยว....มืดมน..รถรา..ผ้าผ่อน..มากมาย..ไวไฟฯลฯ  หรือแม้แต่ภาษาปากประเภท กาฟงกาแฟ..กินเกิน..เดินแดน..หิวเหิว..ปวดแปด..ร้องแร้ง..นับแน้บ..คิดเคิ้ด..ฯลฯ คำเหล่านี้ล้วนจัดอยู่ในลักษณะของสร้อยคำทั้งสิ้น

     สร้อยคำนี้ บางครั้งอาจเรียกว่าเป็น คำอุทานเสริมบทหรือเรียกสั้น ๆ ว่า คำเสริม ก็ได้ เพราะมีจุดประสงค์ในการใช้เพื่อขยายคำพูดและการสื่อสารให้ชัดเจน กระชับ และสละสลวยขึ้น   มีข้อน่าสังเกตสำหรับลักษณะเฉพาะของคำเหล่านี้คือ แม้แยกคำออกจากกัน คำหลักก็ยังคงความหมายเดิมพอที่จะเข้าใจได้อยู่ เช่น หนังสือหนังหา...ตัดคำว่า หนังหาออก อาบน้ำอาบท่า..ตัดคำว่าอาบท่าออก กำชับกำชา..ตัดคำว่ากำชาออก รถรา..ตัดคำว่าราออก ไวไฟ..ตัดคำว่าไฟออกไป คำทุกคำก็ยังคงความหมายเป็นที่เข้าใจได้อยู่ดี  โดยคำที่ถูกตัดออกไปไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด

       คำอุทานเสริมบทที่ทำหน้าที่ในลักษณะคำเสริมนี้ บ่อยครั้งที่ทำหน้าที่คล้ายสะพานทอดเชื่อมสัมผัสระหว่างคำจนกลายเป็นคำคล้องจองคล่องปากขึ้นมา ตัวอย่างเช่น คำว่า สิงสาราสัตว์...วัดวาอาราม...ลูกเต้าเหล่าใคร...พิธีรีตอง...ฤกษ์ผานาที...เฒ่าชะแรแก่ชรา...หน้านิ่วคิ้วขมวด...ถ้วยโถโอชาม...ถ้วยชามลามไห..ฯลฯ เป็นต้น  ซึ่งกลับกลายเป็นความงอกงามทางภาษาให้มีวิวัฒนาการในการสร้างสรรค์คำใหม่ ๆ ขึ้นมา นอกเหนือไปจากการใช้ คำคู่, คำซ้ำ, คำซ้อน เป็นแนวทางในการสร้างคำที่ใช้สื่อภาษาและอารมณ์ในภาษาไทยอีกเป็นส่วนใหญ่ซึ่งคงจะต้องยกยอดไปพูดถึงกันอีกครั้ง เนื่องจากมีความสำคัญและ
ข้อควรสังเกตหลายประการที่ไม่อาจละเลย

      มีสร้อยคำอีกชนิดหนึ่งที่เป็นคำอุทานเสริมบทเช่นกัน  มักนิยมใช้ต่อท้ายในคำประพันธ์ร้อยกรองประเภทร่ายและโคลงเพื่อเสริมคำประพันธ์ให้จบครบสมบูรณ์ตามกรอบฉันทลักษณ์ คำอุทานชนิดนี้ ผู้รู้บางท่านให้ชื่อว่า คำสร้อย เพื่อให้ต่างจากสร้อยคำที่เป็นคำอุทานเสริมบทอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากคำสร้อยใช้เรียกจำกัดเฉพาะคำลงท้ายบทประพันธ์ที่เติมลงไปให้ครบพยางค์ตามบังคับแบบฉันทลักษณ์เท่านั้น โดยไม่มีความหมายของคำเพิ่มขึ้นมาแต่ประการใด เช่น ฮา..เฮย...เอย..นา...รา...แล
อะไรทำนองนี้เป็นต้น

      ตัวอย่างคำสร้อยนี้ นอกจากจะพบในร่ายสุภาพที่บังคับฉันทลักษณ์ให้จบความด้วยโคลงสองแล้ว  ยังมักพบเห็นเสมอ ๆ ในโคลงสี่สุภาพเพื่อให้เกิดความลงตัวในถ้อยความ ดังจะขอหยิบยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างพอเข้าใจ...

๐ พระพี่พระผู้ผ่าน        ภพอุต - ดมเอย
 ไปชอบเชษฐ์ยืนหยุด      ร่มไม้
 เชิญราชร่วมคชยุทธิ์       เผยอเกียรติ  ไว้แฮ
 สืบกว่าสองเราไสร้         สุดสิ้นฤๅมีฯ

      จากบทท้ารบสุดคลาสสิกก่อนทรงทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรครับ พระนิพนธ์ใน สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ไพเราะเพราะพริ้งสำหรับคำประพันธ์ในรูปโคลงผสมร่าย เรื่องนี้  มีเวลาน่าจะหาโอกาสสัมผัสความงามของภาษาที่ท่านใช้สักครั้ง...ใช่แต่กลอนที่หวานได้ โคลงนั้นไซร้ก็หวานเป็น  ไม่เชื่อก็ลองดูบทนี้สิครับ

 ๐ อบเชยอบชื่นชี้            เฌอสม  ญาฤๅ
 อบว่าอรอบรม                รื่นเร้า
 อบเชยพี่เชยชม              กลิ่นอบ เฌอนา
 อบดั่งอบองค์เจ้า             อบให้เรียมเชย

    หวานขนาดน้ำตาลเรียกพี่เชียวละ....จริงมั้ยครับ?



บันทึกการเข้า
imza
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: