ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เมืองสวมสี  (อ่าน 857 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rapie Pachra

*****

กำลังใจ: 263
กระทู้: 53


« เมื่อ: สิงหาคม 02, 2012, 04:28:58 pm »


เมืองสวมสี


หรือเมืองนี้..ต้องมีสี..ถึงมีสิทธิ์
ที่จะใช้ชีวิตอย่างเขาได้
เป็นแดง..เหลือง..น้ำเงิน..ขาว..แล้วอย่างไร
ถ้าเมืองไทยไม่เหลืออะไรเลย

ไม่เหลือรัก..ไม่เหลือชาติ..ศาสน์..กษัตริย์
คอยร้อยรัดความเป็นไทยให้เอื้อนเอ่ย
มีแต่ความเย็นชาและเฉยเมย
กับสุ้มเสียงย้อนเย้ยซัดใส่กัน

เราพอใจในวิถีเช่นนี้หรือ
จึงยังคงยิ้มซื่อเหมือนสุขสันต์
หมดเวลาเฉียดข้างหรือช่างมัน
นี่คือวันของนักสู้กู้ชีวิต

กระแสธารประวัติศาสตร์ไม่อาจนิ่ง
เพียงแค่รอคนจริงมาลิขิต
จากความคิดรับรู้สู่ความคิด
มาใกล้ชิดด้วยหวังพลังเปลี่ยนแปลง

คนดีดีกี่คนต้องทนทุกข์
ในสังคมทุรยุคไปทุกแห่ง
ฟังผีร้ายเขมือบดุเที่ยวยุแยง
โดยแอบแฝงประโยชน์กูแต่ผู้เดียว

เคยอยู่เย็นเป็นสุขกลับทุกข์โศก
วิปโยคเสกสร้างทางสายเปลี่ยว
เหมือนโซ่ล่ามความฝันแส้วควั่นเกลียว
สุดจะเหนี่ยวสุดจะรั้งได้ดังใจ

หรือเมืองนี้ต้องมีสีจึงมีสิทธิ !!!???



บันทึกการเข้า
imza
ธรรมชาติธรรม

*******

กำลังใจ: 1013
กระทู้: 1064


ธรรมชาติธรรม


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 29, 2012, 01:57:06 pm »

ขอจดจารจารึกคำพร่ำไขขาน
เป็นตำนานฅนไทยไขจริงเท็จ
รู้ต้นสายปลายเหตุประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ
เก็บเป็นเกร็ดความรู้คู่บ้านเมือง

เริ่มสิบเก้ากันยาสองห้าสี่เก้า
เริ่มเดินเข้ากลียุคแทบทุกเรื่อง
มันจบแล้วเมืองพระพุทธสุดประเทือง
ธรรมรุ่งเรืองสูญสิ้นแผ่นดินทอง

คนเคยดีที่สังคมชื่นชมชอบ
กลับตกขอบคุณธรรมหลายซ้ำสอง
ฅนอย่างนี้ทวีเมืองกันเนืองนอง
ไร้ครรลองครองธรรมประจำใจ

ก่อนคราบดีเปลือกนอกอวดหลอกไว้
วันเปลี่ยนไปผุตามกาลผ่านสมัย
จึงมองเห็นทาสแท้แท้แต่ภายใน
ซุกซ่อนไว้ซึ่งอธรรมล้ำคณา

ผุดยุคทองของแท้ตีแผ่ชั่ว
คนถ้วนทั่วเห็นถึงกันซึ่งหน้า
มันนมนานที่เราเห็นเป็นมารยา
ภาพลวงตาสวยสดดูงดงาม

เขาเล่นละครซ่อนกลจนจับยาก
แต่ละฉากแต่ละตอนซ่อนพิษหนาม
ฉากสุดท้ายผลประโยชน์โคตรเลวทราม
ทั่วสยามทุกการกิจล้วนพิษอธรรม

มันจวนตัวจนตรอกเลยออกหน้า
ไม่ละอายดินฟ้ากล้าเหยียบย่ำ
เหมือนประกาศทาสแท้ความระยำ
จิตตกต่ำสุดคณาแสนสามานย์

แจ้งประจักษ์ให้เห็นเพิ่มเด่นชัด
คนของรัฐลำพองสองมาตรฐาน
ศีลธรรมเสื่อมสิ้นเป็นแผ่นดินพาล
ให้ลูกหลานรับเดนล้วนเวรกรรม

หากรัฐบาลซ่อนชั่วคือตัวร้าย
กลอุบายลวงหลอกออกเช้าค่ำ
เพื่อชาวประชานิดหน่อยค่อยค่อยทำ
แต่หนุนนำพวกตนจนเปรมปรีดิ์

กลุ่มผลประโยชน์กี่กลุ่มรุมแล่เนื้อ
กินหยาดเหงื่อชาวประชาตาสาสี
เสวยสุขบนคราบน้ำตาไร้ปรานี
ยิ่งกดขี่ป่าเถื่อนเหมือนเมืองมาร

ลืมเพื่อนเกิดเพื่อนแก่เพื่อนเจ็บตาย
พวกมารร้ายไร้ธรรมไร้สงสาร
เป็นยุคทองสำเร็จเผด็จการ
เป็นเมืองพาลวุ่นวายทำลายฅน

คิดปิดหูปิดตาประชาราษฎร์
เอาอำนาจทำการพาลฉ้อฉล
ยังฅนดียึดธรรมาปัญญาชน
คอยร้องก่นบอกกล่าวเรื่องราวระยำ

คอยเป็นหูเป็นตาประชาราษฎร์
ความอุบาทว์บอกใบ้ให้เช้าค่ำ
รู้วิธีหมู่มารการกระทำ
คิดครอบงำจึงสะดุดมิรุดไกล

สรุปเรื่องเมืองยับกับผลประโยชน์
แล้วจะโทษใครกันนั่นไฉน
ผลประโยชน์มิเข้าใครออกใคร
เป็นเรื่องใหญ่ตัวการมารสำคัญ

พระพุทธเจ้าทรงละทิ้งสิ่งสมบัติ
เพื่อขจัดลดละสู่อรหันต์
ทรงเล็งเห็นมารยาสารพัน
ใช่สวรรค์แท้จริงสิ่งล่อลวง

สรุปความพระพุทธเจ้าเข้าตรัสรู้
ทรงให้อยู่อย่างธรรมดาค่าแมนสรวง
อยู่อย่างธรรมชาติล้ำค่ากว่าทั้งปวง
มิต้องห่วงผลประโยชน์โกรธใครกัน

รู้จักแบ่งรู้จักให้ใจเอื้อเฟื้อ
คอยจุนเจือธรรมทานการสร้างสรรค์
เห็นเพื่อนเจ็บเพื่อนตายสายสัมพันธ์
นี่สวรรค์ของมนุษย์ที่สุดเอย


จาก "ธรรมชาติธรรม"
http://www.nature-dhrama.com
บันทึกการเข้า
Orrawran

*

กำลังใจ: 0
กระทู้: 2


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2017, 12:07:43 pm »
เว็บนี้มันมีกลอนให้อ่านเยอะมากเลยครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: